SPEARFISHING 101: รู้จักอุปกรณ์ที่เรียกว่า SPEARGUN เบื้องต้น




Spearguns จริงแล้วค่อนข้างเป็นอุปกรณ์เรียบง่ายตรงไปตรงมา ใช้งานไม่ยาก แต่ถ้าไม่เคยใช้มาก่อน เราอาจไม่รู้ว่ามันทำงานอย่างไรให้ปลอดภัย ง่ายเกินไปคนก็นึกว่าใครๆก็ทำเองได้ (ซึ่งไปทำเองแบบบ้านๆกันก็เยอะ)


สำหรับบทความชิ้นนี้ผมจะพยายามอธิบายส่วนต่างๆ ของปืนยิงปลาแบบที่เรารู้จักกันว่า Speargun และ วิธีการทำงาน และวิธีที่เราสามารถใช้ในกิจกรรมแบบใหม่นี้ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยครับ


Spearguns ส่วนใหญ่ที่ใช้ในปัจจุบันเป็นแบบใช้รูปแบบการดีดตัวของยาง (Rubber Band) Spearguns ที่ทำงานและมีแรงขับเคลื่อนด้วยแรงดีดของยาง Rubber Band ซึ่งถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็คือมันจะทำงานคล้ายกับการใช้หน้าไม้และหนังสติ๊กพร้อมๆกัน ตัวปืนบรรจุลูกดอกยาว (Shaft) โดยการดึงแถบยางจากปลายกระบอกปืนไปด้านหลังปืน เมื่อเหนี่ยวไก ตัวกระสุนลูกดอก (บางคนเรียกว่า ลูกหอก หรือ Shaft) จะถูกปล่อยออกเมื่อเหนี่ยวไกจาก Rubber band ที่ถูกล็อคเข้าที่กับลำกล้องไว้ก่อน แล้วแรงดีดจะดันหอกไปข้างหน้าหรือไปตามเป้าหมายที่ต้องการ






คนที่เคยยิงปลาคงพอจะทราบนะครับว่ายังมีปืนอีก2-3แบบ ซึ่งพบเห็นกันว่ายังใช้กันบ้าง แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก แบบแรกเราเรียกว่า ปืนลม หรือ ปืนอัดลม ซึ่งลูกดอกจะถูกยิงโดยกลไลการปล่อย CO2 ที่มีแรงดันจากตัวกระบอกปืนครับ ส่วนอีกแบบคือ Pole Spear หรือ Hand Spear ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ทำได้เองแบบบ้านๆใช้ไม้ไผ่หรือท่อและลูกดอกทำเองจากเหล็กแหลม โดยอาจจะใช้พร้อมหนังยางทั่วไป(หรือไม่ใช้ก็ได้)ครับ







1. ส่วนต่างๆ ของ Spearguns




Spearguns เกือบทุกชนิดจะมี components หรือองค์ประกอบที่สำคัญคือ ด้ามจับพร้อมไกปืน ลำกล้องปืน และหอก(ลูกดอก) ซึ่งมี เชือก เอ็น (Shooting Line) แบบต่างๆที่เชื่อมต่อกับปืน และเพื่อยึดตัวปลาที่ว่ายหนีออกไปด้วยหอกเมื่อยิงโดนปลา และ ตัวร่อง guide เพื่อความแม่นยำของการยิง นอกจากนี้การใช้งานยังมีรูปแบบการปล่อยเชือกให้ได้ระยะต่างๆที่ยึดลูกดอกครับ ก็ว่ากันไปตามลักษณะหรือความจำเป็นในการใช้งาน





2. ด้ามปืน หรือด้ามจับ (Grip)




Spearguns ส่วนใหญ่มีด้ามแบบด้ามปืนพกพร้อมไกปืน ตัวป้องกัน ตัวปล่อยสาย และกลไกที่ล็อคลูกดอกให้เข้าที่ เมื่อเปิดใช้งานความปลอดภัย ไกปืนจะถูกล็อค (Safety Lock) แต่เมื่อปลดออกสามารถดึงออกมาได้ การดึงไกปืนจะปล่อยลูกดอก ปล่อยให้ยางดีดกลับและดันหอกไปที่ปลาที่เราเลือกเป็นเป้า การเหนี่ยวไกที่ถูกต้องยังเป็นการปล่อยแนวการยิงพร้อมกันเพื่อให้หย่อนพอที่จะไปถึงเป้าหมายที่เราต้องการ ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการทำงานของแนวการยิงในหลักสูตรการเรียนครับ




3. กระบอกปืน หรือ ลำกล้อง (The Barrel)




ลำกล้องปืนเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญมากกับตัวปืน ลำกล้องทำให้ด้ามเพื่อรองลูกดอกหรือลูกหอก (spear/shaft) มีที่สำหรับร่องการยิงและนำทางให้ตรงเมื่อถูกเหนี่ยวไกยิงออกไป ลำกล้องสามารถทำจากวัสดุเกือบทุกชนิดครับ แต่โดยทั่วไปแล้วเราเห็นเป็น ไม้ (ทำเองได้บ้านๆ น้ำหนักมาก ระยะน้อย ความแม่นยำต่ำ) เหล็ก (แข็งแรง แต่หนักมาก และเป็นสนิมได้) อลูมิเนียม (เบาพอสมควร เป็นที่นิยมมากที่สุด) หรือคาร์บอนไฟเบอร์ (ซึ่งกำลังมาทดแทนวัสดุอื่นๆ เพราะออกแบบลำกล้องได้หลายแบบ มีคุณสมบัติแรงรีคอยน์ต่ำมาก) ด้านหลังของกระบอกปืนจะเชื่อมต่อกับที่จับและปากกระบอกปืนอยู่ที่ส่วนท้ายครับ


ความยาวลำกล้องมีความสำคัญกับสรีระของผู้ใช้งานและรูปแบบประเภทต่าง ๆ ของการจับปลาแบบ spearfishing เป็นตัวกำหนดให้เราเลือกใช้ปืนที่มีความยาวต่างกันนะครับ สำหรับกิจกรรม Spearfishing ในพื้นที่แคบ หรือต้องมอง ต้องลอดใต้ก้อนหิน หรือในถ้ำ เพื่อหาปลา กุ้ง ล๊อปสเตอร์ หรือพวกปู (crustaceans) ซึ่งมักซ่อนตัวอยู่หลบคลื่นลมตามธรรมชาติของเค้า ปืนที่เล็กกว่าจะคล่องตัวกว่ามากครับ ปืนที่สั้นที่สุดเหมาะที่จะใช้สำหรับกิจกรรมแบบนี้นะครับ และโดยทั่วไปแล้วปืนสั้นจะมีขนาด 50-75 ซม. (19.7-29.5 นิ้ว) ซึ่งแน่นอนว่าปืนแบบนี้ยังเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มต้นหัด หรือช่วงแขนสั้น และมักจะถูกใช้เป็นปืนกระบอกที่สอง หรือกระบอกสำรองเวลาออกไปทำกิจกรรมตัวนี้ ท่านที่คิดว่าปืนสั้นทำให้ยิงไม่แม่นยิงไม่โดน ไม่จริงเลยครับ ไว้จะอธิบายในหลักสูตรครับ


สำหรับปืนระยะกลาง คือ ปืนที่มีความยาวตั้งแต่ 80-115 ซม. (31.5-45 นิ้ว) เป็นปืนที่ผมคิดว่าเอนกประสงค์ที่สุดครับ เพราะสามารถทำงานได้ในสถานการณ์กระแสน้ำ หรือกิจกรรม Spearfishing ที่หวังผลระยะสั้นก็ได้ หรือจะไกลก็ดี ปืนประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "ปืนแนวปะการัง" (reef speargun) เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วเราจะใช้พวกมันรอบแนวปะการังหรือบริเวณที่มีโขดหินกองหินจำนวนมาก ซึ่งเราจะสามารถยิงปลาทั้งที่ซ่อนตัวอยู่ในโขดหิน (อาศัยความชำนาญหน่อย) หรือดำน้ำฟรีไดฟ์ใกล้แนวปะการังในทะเลเปิด ถ้ามีโอกาสจะพูดถึงวิถีการยิงอีกครั้ง เพราะแน่นอนว่าเราคงไม่อยากไปยิงพลาดโดนปะการังทำลายธรรมชาติถ้าเราใช้งาน Spearguns ไม่เป็นหรือไม่คล่องตัวครับ





สำหรับลำกล้องปืนที่ยาวที่สุดเราเรียกว่า "ปืนบลูวอเตอร์" Blue Water Speargun ซึ่งมีระยะตั้งแต่ 120-160 ซม. (47-63 นิ้ว) Spearguns ประเภทนี้ใช้เพื่อเป้าหมายปลาขนาดใหญ่ หรือที่เราเรียกว่า Game Fish เช่น ทูน่าประเภทต่างๆ กระโทง บาราคูด้า ซึ่งมักจะอยู่ในน้ำลึก ว่ายเร็ว อาจจะเป็นฝูง หรือมาเดี่ยวก็ได้ครับ


สำหรับความกว้างของลำกล้อง มีทั้งลำตัวแคบและแบบป้าน บานออก เป็นการออกแบบที่เป็นตัวกำหนดการจมลอย หรือ ที่เรารู้จักกันดีว่า buoyancy ครับ การออกแบบลักษณะนี้ทำให้ปืนลอยน้ำได้ดี เล็งง่าย แต่ก็ต้องมีเทคนิคการลงน้ำเช่นกัน เพราะถ้าอุปกรณ์ลอยง่ายก็คือเราดำลงยากนั่นเอง



4. ปากกระบอกปืน (Muzzle)





ที่ส่วนท้ายของลำกล้องปืนคือปากกระบอกปืนซึ่งมีหน้าที่สำคัญมากเหมือนกันนะครับ ในปืนบางกระบอก โดยเฉพาะปืนที่ทำจากไม้ ปากกระบอกปืนเป็นเพียงส่วนปลายของลำกล้องปืน ไม่ใช่ส่วนที่แยกจากกัน ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าจะทำให้ปืนสั่นหรือไม่เวลายิง สิ่งที่ปากกระบอกปืนสำคัญมากคือยึดแถบยางไว้ให้แน่นไม่หลุด หากต้องการขึ้นปืน สิ่งสำคัญคือ ความแข็งแรงและรูปแบบของปากกระบอก ซึ่งต้องอยู่ตรงปลายกระบอกปืน


ปากกระบอกปืนยังมีตะขอหรือร่องสองอันที่เส้นแนวยิงผ่านไป นอกจากนี้ยังมีจุดยึดสำหรับตำแหน่งที่แนวการยิงจะยึดติดกับปืน ซึ่งปกติอาจจะมีสายช็อต (shock cord) เพื่อให้สามารถยืดระยะหวังผลออกได้ ท้ายสุด โดยปกติจะมีเส้นบอกแนวสำหรับเส้นรีล (รอก) ที่จะผ่านถ้าปืนถูกตั้งค่าด้วยรีล (reel) ซึ่งจะอธิบายต่อไปครับ



ปากกระบอกปืนออกแบบได้เป็นทั้งแบบธรรมดา มีขอเกี่ยว มีลูกหมุน (rollers) มีลูกตั้ง สารพัดดีไซน์ ทั้งหมดก็เพื่อทำให้ประสิทธิภาพตรงกับการใช้งาน ไว้มีโอกาสจะอธิบายเพิ่มเติมแต่ละแบบนะครับ



5. ยางรัด หรือ ยางยิง (Rubber Bands)

ปืนมักมีแถบยางอย่างน้อยหนึ่งหรือสองอัน ปืนที่ใหญ่และยาวหน่อย อาจจะกว่าสามหรือสี่อันก็ไม่แปลกครับ เห็นได้ชัดว่า ยิ่งแถบยืดไปด้านหลังมากเท่าไร (Stretching Range) ลูกดอกก็จะยิ่งตึงมากขึ้นเท่านั้น ก็จะทำให้ยิงได้เร็วและไกลขึ้นเมื่อเหนี่ยวไกครับ แถบหนึ่งสามารถเป็นยางได้สองชิ้น(หรือสองด้าน) โดยแต่ละอันผูกติดกับปากกระบอกปืนด้านใดด้านหนึ่ง หรือเป็นชิ้นเดียวที่ไหลผ่านรูที่ปลายกระบอกปืน ยางรัด (rubber band) เมื่อเอาสายเกี่ยวเข้ากับลูกดอก (Shaft) จะเห็นว่ามีช่องว่างระหว่างยางและที่เรียกว่า "ปีกนก" (Wish-bone) เพื่อเชื่อมปลายทั้งสองข้าง ปีกนกเป็นสิ่งที่ยึดจับลูกดอก เนื่องจากยางมีความหนาเกินกว่าที่จะเชื่อมต่อกันและล๊อกกับลูกดอกได้