เรื่องเล่าจากร่างกาย Life Below 16m.


ส่วนใหญ่มักจะมีแต่คนพูดถึงว่า freedive มันฟินอย่างไร ทำไมถึงต้องลอง ก็พอเข้าใจได้ครับ แต่มีอีกมุมหนึ่งที่ผู้ที่อยากฟรีไดฟ์แบบมือโปร หรือ อยากท้าทาย ทดสอบความสามารถตัวเองควรทราบ คือ ทะเลที่ลึกกว่า 10-16เมตร มีอะไรรอเราอยู่ แล้วร่างกายเรามีความพร้อมหรือไม่ครับ

ที่ความลึกเกินกว่าระดับ Freedive แบบสันทนาการ (recreational) หรือ อะไรที่ลึกเกิน 10-16m.ตามมาตรฐานของ PADI ระบบของร่างกายจะเกิด reversed effect หลายอย่าง เรียกได้ว่าที่ความกดดัน 2-3เท่าที่เกิดจากความลึกระดับนี้ ร่างกายคนเราทำงานไม่ปรกตินะครับ

เอ๊ะ แล้วมีอะไรบ้างที่เราควรรู้ล่ะ ..

..มีเยอะครับ... เล่าให้ฟังคร่าวๆได้ประมาณนี้

เรื่องใหญ่ก็มี การสูญเสียน้ำจากร่างกาย (dehydration) เพราะอะไร อธิบายไม่ยากครับ ปรกติร่างกายหายใจบนบกทั้งเข้าและออก ก็ไม่ได้เสียอะไรไป เพราะหายใจออกเอาน้ำออกไป ก็หายใจเข้าได้น้ำกลับมา แต่ถ้าเราลงไปซะลึก ความกดดันก็สูง(มาก) น้ำหรือของเหลวในร่างกายหาทางออกไม่ได้ ก็ไปกดอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะกระเพาะปัสสวะ และไต ทำให้ร่างกายเราต้องขับของเหลวมันออกมาโดยไม่รู้ตัว (diuresis) สังเกตมั้ยครับ แค่เรียนในสระก็ปวดปัสสวะบ่อยแล้วถ้าฟรีไดฟ์นานในที่ลึกหรือกลั้นใจนานในที่ตื้น (dynamic apnea)

การลงลึกยังทำให้เราใช้พลังงานมากขึ้น หัวใจทำงานหนักขึ้น และก็เหนื่อยล้าขึ้น (Fatigue) พอเหนื่อย เริ่มร่างกายก็ขับเหงื่อออกมา แล้วการดำน้ำที่ความลึกมากจำเป็นต้องใส่ wetsuitหนาๆ (5-9mm) เพราะมันหนาว แล้วพอหนาว อุณหภูมิร่างกายลด ทำให้เลือดมันจะข้นกว่าปรกติ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนช้าลง (ก็เลือดมันข้นขึ้น แต่ขนาดเส้นเลือดกลับลดลงเพราะแรงดัน) ร่างกายก็ได้รับอ๊อกซิเจนจากเซลล์เม็ดเลือดแดงช้าลงไปอีก แต่เรื่องนี้สำหรับนักฟรีไดฟ์สายฮาร์ดคอร์เค้าถือเป็นเรื่องปรกตินะครับ เพราะการสูญเสียน้ำจากร่างกายเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของ MDR (Mammalian Dive Reflex) จึงต้องอดทนไว้ จะได้ลงได้นานลงได้ลึก จึงไม่แปลก ที่การเสียน้ำมากๆทำให้เวลาเราเราขึ้นสู่ผิวน้ำมักมีอาการ มึน งง แถมปากมีกลิ่น (แฮร่.. อย่าลืมพกน้ำยากบ้วนปากไปถ้าไปดำน้ำกับแฟน) วิธีแก้ไข ไม่ใช่การดื่มน้ำเยอะๆเหมือนก่อนลง SCUBA นะครับ แต่ให้ค่อยๆจิบๆน้ำก่อนลง เพราะยิ่งดื่มมาก ร่างกายก